28 เม.ย. 2569

มาตรฐาน ASTM & JIS และความสำคัญของ Certified Raw Material ในอุตสาหกรรมขึ้นรูปโลหะ

ลดความเสี่ยงจากการใช้วัตถุดิบที่ไม่ได้มาตรฐาน แล้วหันมาควบคุมคุณภาพตั้งแต่กระบวนการคัดสรรวัสดุต้นทางตามมาตรฐานสากล คือกลยุทธ์ที่ดีที่สุดในการนำพาธุรกิจสู่ความยั่งยืน


ในอุตสาหกรรมการผลิตและขึ้นรูปชิ้นส่วนโลหะในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการปั๊มขึ้นรูป (Stamping) การหล่อ (Casting) หรือการกลึง (Machining) วัสดุเหล็กกล้าที่นำมาใช้ จำเป็นต้องเป็นไปตามมาตรฐานอุตสาหกรรม ซึ่งที่คุ้นเคยกันส่วนใหญ่ ได้แก่

1. ASTM (American Society for Testing and Materials) มาตรฐานจากสหรัฐอเมริกา ที่ได้รับการ
    ยอมรับทั่วโลก

2. JIS (Japanese Industrial Standards) มาตรฐานจากญี่ปุ่น ซึ่งแพร่หลายมากในอุตสาหกรรมไทย
    (เพราะโรงงานญี่ปุ่นและค่ายรถยนต์ในไทยใช้เป็นหลัก)

3. EN (European Standard) มาตรฐานยุโรบ โรงงานที่ผลิตเพื่อส่งออกไปยังยุโรป ต้องใช้เหล็กที่มี
    ใบรับรอง EN เพื่อให้ผ่านกฎระเบียบ CE Marking

4. TIS หรือ มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (Thai Industrial Standards Institute) โดยมีสำนักงาน
    มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กำหนดแนวทางการผลิตสินค้าให้มีคุณภาพ

นอกจากมาตรฐานอุตสาหกรรมตามที่กล่าวมาแล้วนั้น ใบรับรองวัสดุอย่างเป็นทางการที่ตรวจสอบส่วนประกอบ ความแข็งแรง และคุณสมบัติทางกลของผลิตภัณฑ์เหล็กเพื่อรับประกันคุณภาพช่วยให้ผู้ผลิต ผู้รับเหมา และวิศวกรมั่นใจได้ว่าวัสดุที่ได้รับนั้นตรงตามข้อกำหนดที่ต้องการ การรับรองคุณภาพวัสดุเหล็กมีหลายรูปแบบ โดยรูปแบบที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดคือ รายงานการทดสอบจากโรงงาน (Mill Test Reports หรือ MTRs) โดยทั่วไป MTR จะประกอบด้วย:

  • องค์ประกอบทางเคมี: เปอร์เซ็นต์ของคาร์บอน แมงกานีส กำมะถัน ฟอสฟอรัส และธาตุอื่นๆ ในเหล็กกล้า

  • คุณสมบัติทางกล: ความแข็งแรงคราก ความแข็งแรงดึง การยืดตัว และความแข็ง

  • หมายเลขประจำล็อตการผลิต (Material Heat Number): รหัสเฉพาะที่กำหนดให้กับเหล็กแต่ละล็อตในระหว่างการผลิต ทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้อย่างครบถ้วนตั้งแต่ขั้นตอนวัตถุดิบจนถึงผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป

  • รายละเอียดการอบชุบความร้อน: หากเกี่ยวข้อง รายงานอาจรวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับเทคนิคการอบชุบความร้อน เช่น การอบอ่อน การชุบแข็งผิว การเสริมความแข็งแรงด้วยการตกตะกอน การอบคืนตัว การเพิ่มคาร์บอน การทำให้เป็นปกติ และการชุบแข็งอย่างรวดเร็ว

เพื่อให้ได้องค์ประกอบข้างต้นที่เหมาะสมกับชิ้นงาน โดยเฉพาะกลุ่มที่เน้นเรื่องความปลอดภัย ความบริสุทธิ์สูง และมาตรฐานการผลิตที่เป็นสากล Certified Raw Material นับเป็นสิ่งจำเป็น ด้วยเหตุผล 3 ประการ

1. ความสามารถในการสืบย้อนกลับ (Traceability) ที่จะระบุล๊อตและสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังเตาหลอมต้นทางได้ทันทีหากชิ้นงานเกิดปัญหา
2. การันตีพฤติกรรมทางกลศาสตร์:ทำให้วิศวกรสามารถคำนวณแรงกดของเครื่องปั๊ม (Tonnage) ได้อย่างแม่นยำ ป้องกันปัญหาเหล็กแข็งเกินไปจนพิมพ์แตก หรือนิ่มเกินไปจนรับแรงไม่ได้
3. เพิ่มความเชื่อมั่นให้คู่ค้าระดับโลกเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ (เช่น มาตรฐาน IATF 16949) หรืออุตสาหกรรมการบิน การใช้วัตถุดิบที่ไม่ผ่านการรับรองถือเป็นข้อห้ามเด็ดขาด

 

ที่มา

https://www.salika.co/2025/04/04/steel-standard-quality/

https://mainlinemetals.com/the-importance-of-material-certification-in-steel-distribution/